| การเผาไหม้อย่างมีประสิทธิภาพ |
|
|
|
| เขียนโดย Administrator | |||||||||||||||||||||||||||||||||
| วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน 2010 เวลา 03:51 น. | |||||||||||||||||||||||||||||||||
|
การเผาไหม้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเผาไหม้ เป็นปฏิกิริยาเคมีประเภทหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างสารต่าง ๆ กับออกซิเจนในอากาศ เกิดเป็นสารประกอบของออกซิเจน (ออกไซด์) ซึ่งในการเกิดปฏิกิริยาเคมีนี้ จะให้ความร้อนออกมา โดยทั่วไปเชื้อเพลิงจะประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้ คาร์บอน (C), ไฮโดรเจน (H2), ออกซิเจน (O), ซัลเฟอร์ (S), ไนโตรเจน (N), น้ำ H2O และเถ้า
สำหรับไนโตรเจน สามารถทำปฏิกิริยากับออกซิเจนเกิดเป็นสารประกอบไนโตรเจนออกไซด์ แต่เกิดในปริมาณที่น้อยมากคือ ในล้านส่วน ดังนั้น ในแง่การเผาไหม้ ถือว่าไม่เกิดการเผาไหม้ จากสมการการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงจะเห็นว่าไอเสียที่เกิดขึ้นจะประกอบด้วย คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2), น้ำ (H2O) และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ในทางปฏิบัติอาจเกิดการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงไม่สมบูรณ์ ทำให้สารคาร์บอนในเชื้อเพลิงเกิดเป็นเขม่า ซึ่งเป็นคาร์บอนที่ไม่เผาไหม้หรือคาร์บอนมอนน็อกไซด์ (CO) ซึ่งเป็นสารประกอบของคาร์บอนที่ยังเผาไหม้ไม่สิ้นสุด ผลผลิตทั้งสองตัวนี้ถือเป็นเชื้อเพลิงส่วนที่เผาไหม้ไม่หมดที่เกิดจากการเผา ไหม้ไม่สมบูรณ์
สภาวะที่เหมาะสมในการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงที่เป็นของเหลวและก๊าซควรมี ออกซิเจนส่วนเกิน 10–30% ถ้ามีออกซิเจนน้อยจะทำให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ เกิดเขม่าคาร์บอนมาก แต่ถ้าใช้ออกซิเจนมากจะทำให้ปริมาณไอเสียมากเกินความจำเป็นทำให้ความร้อนบาง ส่วนสูญเสียไปกับไอเสียส่วนเกิน ดังนั้น ในการตรวจวัดการเผาไหม้จะทำการวัดค่าต่างๆ ดังนี้
เป็นการตรวจวัดเขม่าคาร์บอนที่เหลือจากการเผาไหม้ โดยการใช้เครื่องสูบก๊าซไอเสียผ่านแผ่นกรอง (รูปที่ 1) เขม่าคาร์บอนที่ตกค้างในไอเสียจะถูกจับอยู่บนแผ่นกรอง จากนั้นนำแผ่นกรองที่ผ่านการตรวจวัดไปเทียบกับแผ่นตัวอย่างมาตรฐาน ซึ่งให้ค่าระดับคาร์บอนตกค้างบนแผ่นกรอง ตั้งแต่ระดับ 0 ซึ่งเป็นระดับที่มีเขม่าคาร์บอนตกค้างน้อยมาก จนถึงระดับ 9 ซึ่งเป็นระดับที่มีการตกค้างมาก เกณฑ์การยอมรับ ถ้าค่าเปรียบเทียบอยู่ในระดับ 0 ถึง 1 ถือว่าการเผาไหม้อยู่ในเกณฑ์ดี ถ้าค่าเปรียบเทียบอยู่ในระดับ 2 ถึง 3 ถือว่าการเผาไหม้อยู่ในเกณฑ์พอใช้ ถ้าสูงกว่า 3 ถือว่าใช้ไม่ได้ โดยทั่วไป การเผาไหม้ควรปรับให้ค่าเขม่าที่ตรวจวัดได้อยู่ในระดับ 0 ถึง 1 ในกรณีที่ค่าเขม่าสูงกว่าระดับ 3 อาจเกิดจากสาเหตุ 2 ประการ คือ
![]() รูปที่ 1 อุปกรณ์ตรวจวัดเขม่า
เป็นการตรวจวัดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในไอเสีย โดยวิธีทางเคมี (รูปที่ 2) หรือวิธีทางอิเล็คทรอนิกส์ (รูปที่ 3 ) ค่าที่วัดได้จะนำไปใช้ในการคำนวณหาปริมาณอากาศ (ออกซิเจน) ส่วนเกินของการเผาไหม้ซึ่งสามารถใช้สูตรอย่างง่าย คือ
ถ้าใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงเผาไหม้แล้ววัดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในไอ เสียได้ 12.5% สามารถคำนวณหาปริมาณอากาศส่วนเกินได้ คือ
![]() รูปที่ 2 อุปกรณ์ตรวจวัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทางเคมี ![]() รูปที่ 3 อุปกรณ์ตรวจวัดไอเสียทางอิเล็คทรอนิกส์
เป็นการวัดอุณหภูมิของไอเสียที่ปล่อยทิ้งสู่อากาศ ค่าอุณหภูมิของไอเสียจะสัมพันธ์กับปริมาณความร้อนที่สูญเสียไปกับไอเสีย
ในการเผาไหม้เชื้อเพลิงจะมีการสูญเสียความร้อนไปกับไอเสียที่ปล่อยทิ้ง ปริมาณความร้อนสูญเสียจะขึ้นอยู่กับอัตราปริมาณไอเสียที่ปล่อยทิ้งและ อุณหภูมิของไอเสีย ดังนั้น การปรับแต่งอากาศส่วนเกินสำหรับการเผาไหม้ให้เหมาะสมเป็นการลดอัตราปริมาณไอ เสียที่ปล่อยทิ้งเท่ากับเป็นการลดการสูญเสียความร้อน test ![]() รูปที่ 4 กราฟความสัมพันธ์ระหว่างเปอร์เซ็นต์การสูญเสียกับอุณหภูมิไอเสียและอากาศ ส่วนเกินของน้ำมันเตา
แนวทางการประหยัดพลังงานเบื้องต้น ในส่วนของการเผาไหม้มีขั้นตอนอย่างง่าย 3 ขั้นตอน คือ 1) ดูแลการเผาไหม้ให้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์โดยการตรวจวัดระดับเขม่าคาร์บอนในไอ เสียให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ถ้าระดับเขม่าคาร์บอนสูงเกินกำหนด อาจเกิดจากการปรับแต่งอากาศไม่ถูกต้องหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเผา ไหม้ชำรุด, เสียหาย, ผิดปกติ 2) ปรับแต่งอากาศส่วนเกินให้ถูกต้องเหมาะสมกับเชื้อเพลิงแต่ละชนิด โดยการตรวจวัดปริมาณเปอร์เซ็นต์คาร์บอนไดออกไซด์ สำหรับเชื้อเพลิงของเหลวอากาศส่วนเกินที่เหมาะสมมีค่า 20–25%, เชื้อเพลิงก๊าซอากาศส่วนเกินที่เหมาะสมมีค่า 15–20% 3) ตรวจวัดอุณหภูมิไอเสียที่ปล่อยทิ้ง ควรตรวจสอบเครื่องจักรหรืออุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนในกรณีที่อุณหภูมิไอ เสียสูงขึ้น |
|||||||||||||||||||||||||||||||||
| แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม 2010 เวลา 07:00 น. |
รายการสินค้าทั้งหมด |
|
|
ค้นหาแบบละเอียด |
|
| ลืมรหัสผ่าน? | |
| ลืมชื่อผู้ใช้ของคุณ? | |
| ไม่มีบัญชีผู้ใช้? ลงทะเบียน | |
|
|
|
| ส่วนของการดาวน์โหลด |
